คลังเก็บหมวดหมู่: ท่องเที่ยว

จิบชาหญ้าฝรั่น ..ที่แคชเมียร์

ดอกหญ้าฝรั่น
cr:Iqbal

ชาอุ่น ๆ ถ้วยนั้นมีสีสันสวยงาม  หรือเป็นเพราะเกสร 3 เส้นที่อยู่ในถ้วยชานั้น

ใช่แล้ว..นี่คือ ชาหญ้าฝรั่น ..ที่มิใช่หญ้า แต่เป็นไม้ดอกสีม่วงเพาะพันธุ์ด้วยหัว มีเกสรข้างในสีเหลืองทอง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องเทศที่มีราคาแพงที่สุด  เพราะกว่าจะเก็บเกสรตัวเมียที่มีอยู่เพียงดอกละ 3 เส้นแล้วยังรวมถึงกรรมวิธีการนำไปย่างไฟให้แห้ง ต้องใช้ปริมาณมากถึง 120,000-160,000  ดอก จึงจะได้ 1 กิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกเฉลี่ยแล้วกิโลกรัมละเป็นแสนบาทเลยทีเดียว

หญ้าฝรั่นที่พร้อมจำหน่าย
Cr: Iqbal

หญ้าฝรั่น อ่านว่า ฝะ-หรั่น  ชื่อนี้อาจไม่เป็นที่รู้จักในหมู่คนทั่วไป ทว่า…กลุ่มคนผู้รักสุขภาพจะทราบดีว่า หญ้าฝรั่นมีสรรพคุณในการลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด   ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต ถนอมสายตา รักษาภาวะซึมเศร้า บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยเจริญอาหาร ลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก ผ่อนคลายความเครียดของระบบประสาท และ ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หรือนำมาใช้ในการแต่งกลิ่นประกอบอาหาร หรือแต่งกลิ่นเครื่องหอม น้ำหอม และย้อมผ้า  ตำราการแพทย์แผนไทยจะกล่าวว่าหญ้าฝรั่นช่วยบำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น เป็นตัวยาหลักที่ใช้ในตำรับยาหอมต่างๆ  อาทิ ยาหอมนวโกฐ ยาหอมอินทจักร  ซึ่งเป็นเครื่องยาที่มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต  และเครื่องยาที่มีฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง มีฤทธิ์คลายกังวลทำให้สงบ  การวิจัยสรรพคุณของหญ้าฝรั่นล่าสุด โดยสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ควบคุมน้ำหนัก ต้านความวิตกกังวล และทำให้นอนหลับได้ 

ประเทศที่ปลูกหญ้าฝรั่น ได้แก่ สเปน ฝรั่งเศส เกาะซิซิลีในอิตาลี อิหร่าน และแคว้นแคชเมียร์ ประเทศอินเดีย ซึ่งสายพันธุ์ “Mongra” หรือ “Lacha” ของรัฐแคชเมียร์ เป็นหญ้าฝรั่นมีสีแดง-ม่วงเข้ม ซึ่งถือได้ว่ามีสีเข้มที่สุดในโลก มีรสชาติและกลิ่นที่รุนแรงด้วย 

และไม่ว่าจะเป็นหญ้าฝรั่นจากที่ไหนก็ตาม  อยากให้คุณได้ลองลิ้มรสชาติพืชสมุนไพรที่เป็นยาดี ถึงแม้ราคาอาจจะสูงแต่ก็ไม่เกินเอื้อม….หากคุณได้บริโภคเพื่อดูแลสุขภาพ…. เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข  จริงแท้แน่นอน

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง: วิกีพีเดีย

น้ำแอปเปิ้ลสดที่แคชเมียร์อร่อยที่ซู้ดดดด….

แอ็บเปิ้ลสดจากสวนแคชเมียร์
แอปเปิ้ลสดใหม่คุณภาพดีของแคชเมียร์

ช่วงกลางเดือนตุลาคมปี 2561 พวกเราได้ไปเที่ยวแคชเมียร์ ดินแดนที่ได้รับการขนานนามว่า “สวรรค์บนดิน” ผู้เขียนเป็นคนที่ชอบทานแอปเปิ้ลโดยเฉพาะน้ำแอปเปิ้ลสด…ในครั้งนั้นไกด์หนุ่มของ The Gem Holidays ได้พาพวกเราไปชื่นชมสวนแอปเปิ้ลข้างทางก่อนไปเมืองพาฮาลกัม… (ของแถมนอกเหนือจากโปรแกรม)

The Apple Valley Craft&Creation 100%PureVEG. in Kashmir
เชิญชม …และชวนชิม
แอ็บเปิ้ลแคชเมียร์พร้อมจัดส่ง
บรรจุใส่กล่องพร้อมส่ง

ว้าว….ความสุขอยู่ตรงหน้านี่เองที่ได้อยู่ในสวนแอปเปิ้ลนับหมื่นลูก  นอกจากพวกเราจะพากันถ่ายรูปคู่กับต้นแอปเปิ้ลอย่างตื่นเต้นแล้วยังไปขอถ่ายรูปกับคนขายที่หน้าตาหล่อเข้ม สิ่งที่สุดแสนจะประทับใจ คือการได้ดื่มน้ำแอปเปิ้ลสด ๆ จากเครื่องปั่นในแบบฉบับของชาวแคชเมียร์  เริ่มด้วยการนำแอปเปิ้ลมาตำในครกก่อนที่จะนำไปคั้นด้วยเครื่องที่หมุนด้วยมือ ผู้เขียนดื่มไปสองแก้วด้วยความรู้สึกฟินมาก ๆ เพราะเป็นการดื่มน้ำแอปเปิ้ลที่ทั้งสดและหวานหอมแบบธรรมชาติจริง ๆ หากใครไปเที่ยวแคชเมียร์ต้องไม่พลาดโปรแกรมนี้นะคะ แก้วละ 30 บาทเท่านั้น… ( ไกด์เป็นคนจัดการให้ค่ะ )  

น้ำแอปเปิ้ลดีอย่างไร สารอาหารของผลแอปเปิ้ลและน้ำแอปเปิ้ลช่วยให้ระบบขับถ่ายดี  สามารถลดปริมาณคอเลสเตอ รอล  ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และป้องกันโรคสมองเสื่อม  มีรายงานวิจัยการศึกษาของมหา วิทยาลัยคอร์เนลล์ว่า  “ ถ้ากินเปลือกแอปเปิ้ลวันละลูก ไม่ต้องไปหาหมอ เพราะนักวิจัยได้ค้นพบในห้องทดลองว่า เปลือกแอปเปิ้ลมีสารที่มีคุณประโยชน์มากกว่า 10 ชนิด โดยเฉพาะสาร “ ไตร เตอเปนอยด์”  ที่มีสรรพคุณในการยับยั้งหรือ ฆ่าเซลล์มะเร็ง ทั้งยังสามารถทำให้ปริมาณและขนาดของเนื้อร้ายที่ทรวงอกของหนูลดลดอีกด้วย นักวิจัยเชื่อว่าสารไตรเตเปนอยด์ เป็นตัวการสำคัญในการต่อสู้กับมะเร็ง และมีพลังในการยับยั้งการแพร่ขยายของเซลล์มะเร็งตับ ลำไส้ และมะเร็งทรวงอกในมนุษย์  ดังนั้นการรับประทานแอปเปิ้ลวันละลูกพร้อมเปลือกก็อาจมีส่วนในด้านการต่อต้านมะเร็งได้ค่ะ

น้ำแอ็บเปิ้ลคั้นสดในสวนที่แคชเมียร์
คั้นสด ๆ

        ทิปเล็กน้อยเกี่ยวกับการรักษาสิวด้วยน้ำแอปเปิ้ล  วิธีการง่าย ๆ ก็คือ นำแอปเปิ้ลเขียว  1 ผลโดยไม่ต้องปอกเปลือก  ล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ  ปั่นแล้วใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเฉพาะน้ำผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย ทาบริเวณแผลเป็นที่เกิดจากสิว (ล้างหน้าให้สะอาดก่อนทำ)  สะดวกทาได้ตลอดเวลาหรือกี่ครั้งก็ได้ แต่จะดีที่สุด คือ ก่อนเข้านอนโดยไม่ต้องล้างออก หากทำเป็นประจำจะทำให้แผลเป็นทีเกิดจากสิวค่อย ๆ ดีขึ้นและหายได้ในที่สุดค่ะ

น้ำแอปเปิ้ลสด
รสชาติดีจริง ๆ ค่ะ

เสน่ห์ผ้าไหม-ฝ้ายสีธรรมชาติแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ของกลุ่มพรรณไม้

ผ้าสไบขิตสีธรรมชาติ

เมื่อพูดถึงทุ่งกุลาร้องไห้ ภาพแห่งความแห้งแล้งคงผุดขึ้นมาทันที นั่นมันเป็นอดีตไปแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ทุ่งกุลาร้องไห้ได้รับการพัฒนาจนมีพื้นที่สีเขียวของต้นข้าวหอมมะลิพันธุ์ดีที่สุดในโลก ยามฤดูเกี่ยวข้าวแลเห็นเป็นทุ่งรวงทอง เต็มอาณาเขตกว้างขวางครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ บุรีรัมย์ และ 3 อำเภอของจังหวัดร้อยเอ็ด

สร้างสรรค์งานศิลป์ ด้วยสีธรรมชาติ

สไบขิตเต็มผืน

การเดินทางในครั้งนี้เป็นการติดตามเพื่อนเข้าไปในหมู่บ้านฮ่องแฮ่ อ.ปทุมรัตต์ จ. ร้อยเอ็ด จากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง หรือประมาณ 425 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ของกลุ่มแม่บ้านทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ ที่ชื่อ “ กลุ่มพรรณไม้ ” พาเข้า 2 หมู่บ้านซึ่งอยู่ละแวกเดียวกัน ช่วงบ่ายแก่ ๆ ยังไม่สายเกินไปที่จะย้อมสีธรรมชาติเพราะโดยปกติแล้วชาวบ้านจะย้อมเส้นไหมในช่วงเช้า หมู่บ้านที่เข้าไปเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่มีกิจกรรมของชุมชนและกลุ่มแม่บ้านจนได้รับรางวัลการพัฒนาหมู่บ้านดีเด่น และที่แน่นอนก็เป็นกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติติดอันดับโอทอปของทางจังหวัดด้วย วันนั้นกลุ่มแม่บ้านสาธิตการย้อมสีธรรมชาติ 2 สี คือ สีแดง จากครั่ง และสีน้ำเงินม่วงจากดอกอัญชัน เป็นสีที่ได้จากธรรมชาติจริง ๆ เมื่อแรกจุ่มเส้นไหมลงไปในน้ำอัญชัน จะเห็นเป็นสีน้ำเงิน ต่อมาเมื่อแม่บ้านเติมน้ำมะขามลงไป สีน้ำเงินพลันกลายเป็นสีม่วง ส่วนสีแดงจากครั่งนั้นก็เป็นสีอมตะและสุดแสนจะคลาสสิก แบบที่ว่าไม่ต้องย้อมซ้ำก็สวยแบบไร้ที่ติ คือ ไม่ใช่แดงแปร็ดที่ควบคุมได้แบบสีเคมี แต่เป็นสีแดงที่ผ่านการทดลองนับร้อยนับพันครั้งของประสบการณ์แม่บ้าน เมื่ออยากได้แดงเข้ม อ่อน ก็ควบคุมด้วยน้ำรสเปรี้ยวจากใบมะขาม ส้มป่อย หรือ มะขามเปียกที่หาได้ในครัว สีที่ได้จากครั่งจึงสามารถออกแบบได้จากสีชมพูอ่อนจนกระทั่งถึงแดงเข้มด้วยฝีมือของผู้ย้อม

คุณค่าทางยา และปลอดภัยต่อสุขภาพ

เส้นไหมสีแดงย้อมจากครั่ง

สีแดงธรรมชาติที่ใช้ในการย้อมผ้า ถ้าไม่ได้ย้อมจากแก่นฝาง ก็จะย้อมจากครั่ง ซึ่งเป็นรังของตัวแมลงตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากเปลือกต้นไม้ เช่น พุทรา ทองกวาว สะแก ก้ามปู หรือ จามจุรี ฉำฉา ก็เป็นต้นเดียวกัน เมื่อเอ่ยถึงครั่งทำให้นึกถึงการผนึกพัสดุของไปรษณีย์สมัยก่อนที่ต้องใช้ครั่งหยดลงบนเชือกพัสดุ แต่ครั่งก็มีสรรพคุณทางยา ตามตำรากล่าวว่า ครั่งดิบเป็นยาแก้ท้องร่วง ท้องเสีย บิด หากเป็นครั่งจากต้นก้ามปูจะมีรสฝาดแก้ไอ แก้ข้อหักซ้น ส่วนครั่งทั่วไปก็มีรสฝาดเช่นกันที่ช่วยบำรุงโลหิต ห้ามเสมหะ แก้ท้องร่วง ท้องเสีย


ส่วนอัญชันในหมู่บ้านนี้จะเป็นอัญชันดอกซ้อนสีม่วง ซึ่ง อัญชัน มี 2 ชนิด คือ ดอกชั้นเดียว กับดอกซ้อน ที่มีสีขาวกับสีม่วง แม่บ้านต้องใช้ดอกอัญชันในปริมาณที่มากพอสมควร คือ ใช้ 2 เท่าของน้ำหนักเส้นไหม และต้องย้อม 2-3 ครั้งต่อวัน เพื่อให้ได้สีเข้มตามต้องการ แม้อัญชันจะให้สีโทนน้ำเงินม่วงและเป็นสีโปรดปรานของลูกค้า แต่ก็ต้องเก็บดอกอัญชันในปริมาณมาก ทำให้บางครั้งก็ผลิดอกไม่ทันเก็บ กลุ่มแม่บ้านต้องเก็บตากแห้งไว้เป็นถุงปุ๋ยทีเดียว สีสันสวยงามจากธรรมชาติจึงเป็นสีของความเป็นหนึ่งเดียว หรือ ผืนเดียวในโลก ประเภทที่อาจเรียกได้ว่า one piece in the world เพราะเมื่อย้อมครั้งต่อไป ก็มิอาจบอกได้ว่าจะได้สีแบบเดิม แม่บ้านจะบอกว่า นี่คือสีที่ใกล้เคียงที่สุด แม้จะเราจะทราบกันดีว่า อัญชันนำมาผสมเป็นสีทำอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม ทางอีสานนิยมนึ่งกินกับข้าว บ้างก็นำดอกสด ๆ มากินกับน้ำพริก หรือ แจ่ว อร่อยมาก นับว่าได้ทั้งคุณค่าทางอาหารและยังเป็นยา เพราะดอกอัญชันจะช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงสายตา เมล็ดของอัญชัน รสมัน จะช่วยระบายท้อง ส่วนราก มักใช้ชนิดดอกสีขาว รสขมเย็น บำรุงตา ทำให้ตาสว่าง ฝนกับน้ำฝนใช้หยอดตา แก้ตาเจ็บตาฟาง ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ รากเมื่อขยี้กลางใจมือ จะรู้สึกเสียวถึงฟัน และใช้รากถูฟันจะทำให้ฟันทน และแก้ปวดฟันได้ดีทีเดียว ถ้าไม่เชื่อก็ต้องลองพิสูจน์ดูนะคะ

สีน้ำเงินจากคราม


นุ่งผ้าไหมสบายตัว และกันยุง

กลุ่มแม่บ้านเล่าว่า ลูกค้าชาวญี่ปุ่นและยุโรป ชอบสีน้ำเงินกันมาก โดยเฉพาะสีครามที่ได้จากการหมักต้นคราม เป็นการย้อมเย็น ทว่า… ปัจจุบันหาคนทำครามได้ยากแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ย้อมครามได้ก็ล้มหายตายจาก ผู้ที่สืบทอดก็น้อยลงไป และก็ไม่ย้อมครามกันเลย มีบางพื้นที่หรือบางจังหวัดทางภาคอีสานที่ยังย้อมครามอยู่ เช่น จังหวัดสกลนคร สีครามเป็นสีธรรมชาติที่ต้องใช้เวลาและย้อมยากที่สุด แต่ชาวญี่ปุ่นชอบมาก ๆ บางคนบอกว่า ใช้เสื้อผ้าหรือใช้ผ้าพันคอสีครามธรรมชาติ จะกันยุงได้ ก่อนกลับออกจากหมู่บ้าน ได้ไปดูการเลี้ยงไหม และทอผ้าที่อยู่หมู่บ้านใกล้กัน คือ บ้านขามป้อม สมาชิกกลุ่มบางคนเลี้ยงไหมไว้สาวเส้นใย และนำมาทอผ้า ตัวไหมที่ผ่านการต้มก็นำมากินได้เป็นโปรตีนอย่างดี สำหรับใบหม่อนที่เลี้ยงหนอนไหมก็เป็นทั้งอาหารไหม และ อาหารของคน ต้มดื่มแก้ร้อนในกระหายน้ำ มีงานวิจัยบอกอีกว่าใบหม่อนช่วยลดความดัน ลดน้ำตาลในเลือด ผลหม่อนก็ทำให้ชุ่มคอ บำรุงไต ดับร้อน และ ดีต่อระบบสายตา อย่างนี้เราสวมผ้าไหมจะทำให้ความดันลดลง หรือ สายตาดีขึ้นหรือเปล่าเนี่ย …. แต่คงไม่ใช่หรอก เพราะเท่าที่ทราบการสวมผ้าไหม ( แท้ ) จะช่วยดูดความชื้น และช่วยป้องกันรังสีจากแสงแดดได้อีกด้วย

ฝนฟ้าเริ่มส่งเสียงร้อง ลมพัดจนฝุ่นฟุ้งกระจาย ระหว่างการเดินทางกลับฝนตกลงมาพอดิบพอดี เพื่อนร่วมทางบอกว่า อาจเป็นเพราะมีบางหมู่บ้านได้จุดบั้งไฟขอฝน เทวดาเลยบันดาลให้ในบัดเดี๋ยวนั้น ….. ประชาชนอย่างพวกเราก็เลยรับอานิสงค์ชุ่มฉ่ำทั้งกายและใจ

“ ไปทะเลกันดีกว่า ”

จำเพลงนี้กันได้มั้ย ใครที่มีอายุมากกว่า  30 ปี  คงรู้จักเพลงที่โด่งดังมากเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว  อิทธิพลของเพลงทำให้ใคร ๆ ก็อยากไปติดเกาะ ชมความสวยงามของหาดทราย   ปะการัง น้ำทะเลใส ๆ  นอนฟังเสียงคลื่น  อาบแดด  ฝังทราย   และ สูดโอโซนอากาศบริสุทธิ์ชายทะเล   และที่เด็ก ๆ มักไม่พลาดคือ การเล่นน้ำทะเล  หยอกเย้ากับเกลียวคลื่น    อืม…  คิดไปคิดมา อยากชวนผู้อ่านไปเที่ยวทะเลจะเป็นฝั่งอ่าวไทย หรือ อันดามัน ดีนะ ….  ยิ่งช่วงที่อากาศร้อนมหาร้อน…สุดแสนจะทนทาน การไปนั่งเล่นริมทะเลน่าจะผ่อนคลายกายและใจได้มากมายทีเดียว  

ความสวยงามของหมู่เกาะ หาดทราย  และมหาสมุทรสีฟ้าอาณาบริเวณกว้างไกลสุดสายตา  แค่มองดูผืนน้ำสีฟ้า    ก็ทำให้เกิดความรู้สึกโปร่งโล่งสบายตา   เพราะสีฟ้าเป็นสีที่ทำให้รู้สึกถึงความนุ่มนวล ความสุขสบาย    และสำหรับสีฟ้าน้ำทะเล  คงรวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่อยู่ใต้ท้องทะเลด้วย   เพราะฉะนั้นผู้เขียนขอพาผู้อ่านนั่งรถปรับอากาศจากสายใต้ หรือ นั่งเครื่องบินไม่ว่าจะเป็นสายการบินไทย หรือ แบบประหยัดไปเที่ยวทะเลที่ภูเก็ตก็แล้วกัน  เพราะมีหาดทรายสวยงามหลายหาด ไม่ว่าจะเป็น  ในทอน  ในหาน กะรน  กะตะ เป็นต้น   ใครจะต่อไปกระบี่ พังงา ก็ไม่ยากแล้วล่ะค่ะ เพราะอาณาเขตจังหวัดติดกัน    

เยียวยาหัวใจด้วยทะเล

ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ชอบเล่นน้ำทะเล แม้ทุกครั้งมักได้ลิ้มรสความเค็มของน้ำ  แต่ก็ชอบที่จะนอนลอยตัวผ่อนคลายกับผืนน้ำ  ประหนึ่งว่าตนเองได้นอนในสระน้ำขนาดใหญ่     ตั้งแต่วัยเด็กที่ผู้เขียนไปเที่ยวชายทะเล  ได้สังเกตหลายคนมาออกกำลังกาย เดินเล่น  วิ่งจ้อกกิ้ง   รำมวยจีนบนชายหาด  และก็มีบางกลุ่มที่นอนฝังตัวในทราย  คงเป็นเพราะเสน่ห์ของทะเล  จึงเป็นสถานที่ดึงดูดให้คนทั่วไปยึดเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ   แต่สำหรับคนที่สุขภาพสุขภาพไม่ดี   โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหัวใจ    ตามทฤษฎีทางการแพทย์ได้กล่าวว่า  “  การนอนฝังตัวในทรายบ่อย ๆ  จะทำให้หัวใจของคุณดีขึ้น  ทั้งนี้เพราะร่างกายได้มีการแลกเปลี่ยนสารละลายระหว่างตัวเรากับทะเลและสภาพแวดล้อม  ทำให้เซลล์ที่เจ็บป่วยได้กลับแข็งแรงขึ้นอีกครั้ง   ”

ผืนทราย...สำหรับฝังทรายบำบัด

จริง ๆ แล้ว   การได้รับประโยชน์จากน้ำทะเล หรือ หาดทรายชายหาด   มีคุณค่ามากกว่าที่คิด   จนเกิดเป็นการบำบัดด้วยทะเล  หรือ ที่เราเรียกว่า “ ทะเลบำบัด”    เพราะนอกจากเราจะได้พักผ่อนหย่อนใจที่ชายทะเลแล้ว   พื้นน้ำและผืนทรายยังเป็นสถานที่ฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคได้ด้วย  

ทะเลบำบัด คือ กระบวนการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

ทะเลบำบัด (  Thalassotherapy )  ถือเป็นศาสตร์และศิลป์หนึ่งในวารีบำบัด      คำว่า Thalasso    มาจากภาษากรีก   แปลว่า ทะเล  คือ กระบวนการรักษาโดยการใช้น้ำทะเลที่สะอาดในอุณหภูมิที่อุ่นพอเหมาะ  ซึ่งจะช่วยในการหมุนเวียนของแร่ธาตุและสารพิษ  ระหว่างเลือดในตัวเราและน้ำทะเล       ฮิปโปเครติส  บิดาแห่งการแพทย์  คือ ผู้ค้นพบศาสตร์แห่งการบำบัดด้วยน้ำทะเลเป็นคนแรก   โดยการสังเกต คุณประโยชน์ของน้ำทะเลที่ช่วยรักษามือของชาวประมง  โดยช่วยยับยั้งภาวะเสี่ยงจากการติดเชื้อ     ชาวโรมันก็ได้ไอเดียในการสร้างเป็นสระบรรจุน้ำทะเลเพื่อที่จะช่วยในการหมุนเวียนของระบบโลหิต โรคสตรี   คนอ้วน  คนมีปัญหาทางด้านผิวหนัง หรือ แม้แต่คนที่ประสบภาวะจิตใจหดหู่  ก็สามารถบำบัดด้วยน้ำทะเลได้   ในประเทศกรีก ทะเลบำบัดก็ถือเป็นวิทยาศาสตร์ทางการบำบัด    มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันได้ว่า  ผิวสามารถซึมซับธาตุอาหารสำคัญจากน้ำทะเลได้  โดยเฉพาะทะเลสาบที่เค็มที่สุดในโลก คือทะเลสาบเดดซี    

ทะเลคือ แหล่งรวมของสรรพประโยชน์

ทะเลอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสรรพชีวิตทั้งพืช และสัตว์   ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา   เหล่านี้ล้วนเป็นอาหารทะเลที่หลาย ๆ คนโปรดปรานและ มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะ สารอาหารไอโอดีน  ที่ช่วยรักษาโรคคอพอก    การบำบัดด้วยน้ำทะเล อาศัยพลังของน้ำทะเล  แร่ธาตุ  ๆ เช่น ซัลเฟอร์  แมกนีเซียม  แคลเซียมโบรไมด์  เหล็ก  สังกะสี และสาหร่ายทะเล  ช่วยในการรักษาอาการต่าง ๆ  ได้    การบำบัดรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกต่าง ๆ ได้ เช่น  โรคปวดข้อ  โรคกระดูกเสื่อม   สามารถออกกำลังอวัยวะส่วนที่เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก  หรือข้อต่อที่บาดเจ็บได้อย่างเต็มที่   น้ำทะเลมีแรงที่จะช่วยผดุงร่างกายและแขนขาส่วนที่ได้รับบาดเจ็บไม่ให้ต้องรับน้ำหนักมาก   ผสมผสานไปกับการนวด  ,โคลนทะเล ,   สาหร่ายจากทะเล และ น้ำทะเลที่มีอุณหภูมิอุ่นพอเหมาะ

คุณประโยชน์ของทะเลบำบัดมีมากมาย  อันดับแรก คือ ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายทั้งความรู้สึก และร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย   ส่วนจิตใจก็คลายเครียด    น้ำทะเลยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิว  อีกทั้งช่วยในการควบคุมน้ำหนัก  เพราะความเค็มของน้ำทะเลเมื่อเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง  สามารถช่วยเผาผลาญละลายไขมันและเซลลูไลท์ได้   สถานบำบัดที่มีสปาด้วยทะเลจึงมีจุดขายที่เน้นในการฟื้นฟูสุขภาพควบคู่กับโปรแกรมคุมน้ำหนักไปด้วย  ซึ่งก็คงเป็นที่ถูกใจทั้งสาวน้อยและสาวใหญ่ 

ส่วนคุณประโยชน์อื่น ๆ ได้แก่   ช่วยในการหายใจได้คล่องและสะดวกขึ้น  นอกจากนี้ยังช่วยในการไหลเวียนของเส้นเลือด    สำหรับผู้หญิงที่บำบัดด้วยน้ำทะเลจะช่วยฟื้นฟูก่อนและหลังคลอด  อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัดด้วย     มีบางรายงานบอกว่า  ทะเลบำบัดยังช่วยในการชะลออายุให้เยาว์วัย และยังเป็นการเสริมเพิ่มพลังผู้ที่ต้องการจะให้ตนเองมีสุขภาพดีขึ้น

ในปัจจุบันได้มีการปรับรูปแบบการบำบัดจากท้องทะเลมาสู่การสร้างสปาตามโรงแรมริมทะเล , โรงแรมใหญ่ในเมืองหลวง   ประเทศที่มีชื่อเสียงมากในการใช้ทะเลบำบัด คือ ประเทศฝรั่งเศสและโมนาโค  ซึ่งติดกับชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน    ที่เกาะบาหลีประเทศอินโดนีเซีย  เลืองชื่อว่าเป็นเมืองที่สวยและมีหาดทรายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว  โดยเฉพาะหาดทรายสีดำจากเถ้าถ่านของภูเขาไฟกุนงอากุง   นักท่องเที่ยวนิยมนอนฝังตัวกับทรายดำที่สะสมเถ้าถ่านอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุของภูเขาไฟ  15 นาที   แล้วลุกขึ้นมาขัดตัวให้ทั่วด้วยทราย   จะทำให้รู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา  และผิวพรรณนุ่มขึ้น 

และสำหรับประเทศไทย  ความสวยงามของทะเลฝั่งอันดามันคงไม่ต้องอธิบายสรรพคุณมาก เพราะติดอันดับสถานที่สวยงามของโลก   ที่จังหวัดภูเก็ตก็มีโรงแรมที่ใช้ศาสตร์ทะเลบำบัดเช่นกัน เช่น  โรงแรมรายัน  และอันดามันไวท์บีช   ที่มีอาณาบริเวณของหาดสำหรับกิจกรรมผ่อนคลายและเพื่อสุขภาพอย่างเต็มที่   

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเที่ยวเมืองไทย  ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง   ค่าที่พัก โรงแรม รีสอร์ท   หรือ สปา  ก็ไม่ได้สูงมากเกินกว่าจะกำลังของการเที่ยวไทยที่ชาวต่างชาติพากันอิจฉา    

…..   ไปฝังทราย   ดำน้ำ  เล่นน้ำทะเล    ดูพระอาทิตย์จมน้ำ และตื่นขึ้นมาทักทายเหนือผืนน้ำทะเล กันเถอะค่ะ   เหมือนได้เห็นไข่เค็มสีแดงลูกยักษ์   บรรยากาศดี ๆเช่นนี้ไม่ควรพลาด   ขอบอก……

“สงขลา… เมืองคนน่ารัก”

อัยยะ.. ขึ้นต้นแบบนี้  คนเมืองอื่นจะค้อนขวับหรือปล่าวหนอ  ?

 จริง ๆ แล้วทั้งคนก็น่ารัก และเมืองก็น่าอยู่ ..ถึงแม้ว่าความเจริญจะคืบคลานเข้ามาในเมืองสงขลา   แต่เชื่อได้ว่าคนสงขลายังคงหลงใหลในความเก่าแก่ดั้งเดิม และพยายามที่จะอนุรักษ์อีกทั้งฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้ศึกษาและชื่นชมบ้านเกิดของตนเอง  ด้วยการจัดงานอย่างสม่ำเสมอ อย่างเช่น  งานสงขลาเรโทรเฟส ในคอนเส็บสนุกกิน  สนุกช้อป สนุกเที่ยว  ณ กำแพงเมืองเก่า จังหวัดสงขลา และ ทุกค่ำคืนของวันศุกร์และเสาร์ก็จะมีถนนคนเดินที่ย่านเมืองเก่าเช่นกัน

เกาะหนูเกาะแมว สัญลักษณ์เมืองสงขลา

ศิลปะบนฝาผนังตึก…  สตรีทอาร์ทสุดแนวย่านเมืองเก่า

เมื่อพูดถึงย่านเมืองเก่าสงขลา ทุกคนจะต้องนึกถึงภาพตึกเก่าแบบจีน แถวถนนนางงาม นครนอก นครใน (เคยเป็นฉากในละครช่อง 3) ที่มีเอกลักษณ์และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์  เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีโครงการวาดภาพบนฝาผนังเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของคนสงขลา   เช่น ภาพวาดสภากาแฟน้ำชายามเช้า คนถีบสามล้อ คนขายขนม  ก๋วยเตี๋ยว  ฯลฯ 

เมื่อภาพสวยปรากฏอยู่บนตึกเก่า  จึงทำให้ดูเป็นงานศิลป์ที่ร่วมสมัย ทีสำคัญยังดึงดูดคนในเมืองสงขลาและนักท่องเที่ยวพากันไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึก .. นอกจากภาพวาดแล้วยังมีโรงสีเก่าแก่ “ หับโห้หิ้น “ ที่ตั้งอยู่บนถนนนครนอกติดทะเลสาบสงขลา ก็มีการทาสีใหม่ด้วยสีแดงเข้ม   ด้านนอกโรงสีมีกระสอบข้าวสารจำลองให้คนทำท่าแบกข้าวถ่ายรูป  ปัจจุบันเป็นสำนักงานทีเคปาร์ค และเป็นสถานที่จัดงานคอนเสริ์ตหรือ กิจกรรมสำคัญ ๆ ของคนสงขลา   ยังมีอีกงานที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของทุก ๆ เดือนจะมีการปิดถนนนครนอกเพื่อจัดงานถนนคนเดิน ที่ชื่อว่า    “ หลาดสองเล เก๋า เท่  ริมเลสาบ ”  ขายทั้งอาหารพื้นเมือง ของที่ระลึก แบบที่ว่าเดินเพลิน ช้อบเพลิน และ กินกันเพลินเชียวล่ะ   และเมื่อพูดถึงของกิน ต้องบอกว่า ย่านเก่าทั้ง 3 แห่งนี้มีร้านขายขนมพื้นเมืองของสงขลาหลายร้าน  ใครใคร่หาขนมโบราณก็มาเสาะแสวงหาย่านนี้เลยค่ะ สูตรดั้งเดิมโบราณเลยนะคะ  อาทิ ขนมสัมปันนี้ ข้าวฟ่างกวน  ข้าวเหนียวกวน  ขนมบอก  ขนมค้างคาว ข้าวเหนียวมะม่วง กล้วยปิ้งแบบพื้นเมือง  ฯลฯ

ภาพวาดบนฝาผนังตึกเก่าแก่

โรงสีแดงหับโห้หิ้น

ชมวิวบนเขาตังกวน

ทิวทัศน์จากเขาตังกวน

ในอดีตใครจะขึ้นไปบนเขาตังกวนก็จะมีเพียงเส้นทางเดียว คือ เดินขึ้นทางบันไดพญานาค แม้ว่าจะไม่ใช่ภูเขาที่สูงชันมาก แต่ก็เหนื่อยเอาการ ปัจจุบันสามารถขึ้นลิฟท์ได้ ทำให้สะดวกสบายขึ้นอักโข และเมื่อขึ้นไปข้างบนนั้นจะทำให้รู้สึกสดชื่นทีเดียวค่ะ เพราะจะได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์  อีกทั้งได้นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์และชมทัศนียภาพ 360 องศาของเมืองสงขลาเลยทีเดียว  จากฝั่งนี้มองไปอีกฟากทะเลเป็นหมู่บ้านชาวประมงเก้าเส้ง … ณ ตรงนั้นมีเรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับตำนานเก้าแสน ใต้ก้อนหินใหญ่ปริ่ม ๆเหมือนจะตกสู่ท้องทะเลฝังสมบัติมูลค่าเก้าแสน  มีคำกล่าวไว้ว่าใครเป็นญาติพี่น้องจะเป็นคนที่จะสามารถผลักหินลงสู่ท้องทะเลได้  ทว่า..กี่ปี ๆ ผ่านไปก้อนหินก้อนใหญ่ก็ยังอยู่ที่เดิม  ก่อนกลับก็ควรที่จะนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดเขาเก้าแสน  ต.เขารูปช้าง  อ.เมือง จ.สงขลา และอย่าลืมแวะอุดหนุนอาหารทะเลตรงทางออกมายังถนนใหญ่  หากยังอยากชมทิวทัศน์ก็ขับรถกินลมชมวิวเรื่อย ๆ ไปตามเส้นทางถนนชลาทัศน์ … ตามหาชิ้นส่วนพญานาคที่อยู่คนละที่  ตั้งแต่ส่วนหัว  ลำตัว และ หาง   และเมื่อได้เจอส่วนหัวพญานาค ก็จะได้ทราบว่า ท่านชื่อ “ ปู่อนันต์ “ ซึ่งคนสงขลาหลาย ๆ คนอาจไม่ทราบมาก่อน    และริมทะเลสาบสงขลาแห่งนี้มีเส้นทางสำหรับปั่นจักรยาน  บรรดานักปั่นเหล่านี้มักจะมานั่งรับประทานอาหารเช้าและสนทนากันตรงประตูโดเรมอน  ..ประตูวิเศษสำหรับโลกของโดเรมอนเท่านั้น

ก้อนหินที่มีตำนาน

นี่คือบางส่วนที่หยิบมาบอกเล่ากัน   …  เชื่อได้ว่า  เส้นทางริมทะเลของเมืองสองทะเลจะทำให้คุณหลงรัก “ สงขลา ”  อย่างแน่นอน